• Admin

"22 สัตว์ทะเลไทยหายาก" อยากเจอสักครั้งในชีวิต

อัพเดตเมื่อ: พ.ค. 2


ท่านใดเจอกันครบแล้วถือว่าคุณคือผู้โชคดีมาก ๆ ถึงมากที่สุด เทียบเท่าคุณถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 หลายงวดติดต่อกันเลยทีเดียว (ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณต้องเจอให้ได้ !!) ลองมาเช็คลิสดูกันว่าคุณเจอไปแล้วกี่ตัวและเหลืออีกกี่ตัวที่ยังไม่เจอ ในปัจจุบันมีการรณรงค์รักษาสัตว์น้ำกันเป็นอย่างมาก ด้วยระบบกฎหมายต่าง ๆ ที่มารองรับอย่างเข้มงวด ทำให้จากที่เจอได้ยากอยู่แล้วกลับเป็นยากขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก


22 สัตว์ทะเลไทยหายาก

1. ฉลามวาฬ (Whale Shark) / สัตว์สงวน

สัตว์คู่บ้านคู่เมืองแห่งท้องทะเลไทยที่ใคร ๆ ก็เฝ้าอยากเจอสักครั้งในชีวิตเป็นปลาขนาดใหญ่ที่สุด ยาวถึง 12.65 เมตร หนัก 21.5 ตัน ปลาฉลามวาฬพบได้ในทะเลเขตร้อนและอบอุ่น อาศัยอยู่ในทะเลเปิด มีช่วงอายุประมาณ 70 ปี ปลาฉลามวาฬชนิดถิ่นกำเนิดเมื่อประมาณ 60 ล้านปีมาแล้ว อาหารหลักของปลาฉลามวาฬคือ “แพลงตอน” ซึ่งสามารถเจอบ่อย ๆ ได้ในทะเลอ่าวไทยทั้ง 2 ฝั่งของประเทศไทย ในประเทศไทยที่พบบ่อย ๆ จะอยู่แถวกองหินริชิริว ,กองหินชุมพร ,เกาะบอน และหินแดงหินม่วง


2. วาฬโอมูระ (Omura’s Whale) / สัตว์สงวน

วาฬโอมูระเป็นวาฬสายพันธุ์หายากที่มีความใกล้เคียงกับวาฬบรูด้า ถูกค้นพบครั้งแรกจากซากของมันในปี ค.ศ. 2003 และเมื่อพิจาณาจากซากแล้วจึงพบว่ามีความต่างจากวาฬบรูด้า กล่าวคือ วาฬโอมูระนั้นมีขนาดเล็กกว่า ตัวผู้ที่โตเต็มวัยยาวเพียง 10 เมตร ตัวเมียยาวเพียง 11.5 เมตร รอยจีบใต้ลำคอมีจำนวนมากกว่า คือ 80–90 รอยจีบ และมีครีบหลังที่สูงกว่าและมีความโค้งน้อยกว่าของวาฬบรูด้า ความหายากของมันทำให้ไม่ทราบพฤติกรรมชัดเจน และข้อมูลที่อยู่อาศัยของมันในทะเลทั่วโลกยังคงเป็นปริศนา


3. เต่ามะเฟือง (Leatherback Turtle) / สัตว์สงวน

เต่ามะเฟืองเป็นข่าวมาไม่นานและยังคงมาเรื่อย ๆ สำหรับเต่ามะเฟืองที่ขึ้นมาวางไข่บริเวณหาดในจังหวัดพังงา โดยสังเกตุง่าย ๆ คือ เต่ามะเฟืองจะมีกระดองคล้ายผลไม้ลูกมะเฟือง เป็นเต่าทะเลจัดเป็นชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ในบรรดาสัตว์เลื้อยคลานทั้งหมดที่ยังดำรงเผ่าพันธุ์อยู่จนถึงปัจจุบัน


4. วาฬบรูด้า (Bryde’s Whale) / สัตว์สงวน

วาฬบรูด้าชื่อของมันถูกตั้งให้ผู้ค้นพบมันเป็นคนแรก คือ โยฮัน บรูด้า ในปี ค.ศ. 1909 มันถูกจัดว่าเป็นชนิดหนึ่งของวาฬไม่มีฟันขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในทะเลเขตร้อน มักอาศัยอยู่ในทะเลที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 16 องศาเซลเซียส เช่น ทะเลของประเทศไทย โดยในประเทศไทยพบว่ามีวาฬบรูด้าอยู่ประมาณ 20–25 ตัว โดยพบห่างจากชายฝั่ง 4–30 กิโลเมตรของทะเลอ่าวไทย วาฬบรูด้ามีรูปร่างเรียว สีเทาอมฟ้า มีครีบหลังเป็นรูปเคียวโค้งไปทางด้านหลังของลำตัว มีรอยจีบใต้ลำคอขนานกับลำตัวประมาณ 40–70 รอยจีบ ความยาวสูงสุดของตัวผู้โตเต็มวัยอยู่ที่ 15 เมตร ตัวเมียอยู่ที่ 16.5 เมตร และน้ำหนักสูงสุดอยู่ที่ 40 ตัน แต่ถึงแบบนั้นอาหารของมันกลับมีขนาดเล็ก คือ “แพลงตอนของสัตว์จำพวกกุ้ง หมึกกระดอง และฝูงปลาขนาดเล็ก” มันมักจะหากินเพียงลำพัง ยกเว้นวาฬเด็กที่ออกหากินกับแม่ โดยวิธีการกินอาหารของมันนั้นจะใช้ซี่กรองขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายตะแกรงที่อยู่บริเวณขากรรไกรบนของมัน กรองสัตว์ขนาดเล็ก ๆ เป็นอาหาร


โดยวาฬบรูด้าเมื่อโตเต็มวัยอาจกินอาหารได้มากถึง 590 กิโลกรัมต่อวัน ปัจจุบันพวกมันถูกคุกคามจากมนุษย์จนทำให้มีจำนวนที่ลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากปลาและกุ้งขนาดเล็กซึ่งเป็นอาหารของมันมีจำนวนลดลงเพราะเกิดจากที่มนุษย์ได้ล่ามาเพื่อทำการค้า และมนุษย์ยังปล่อยมลพิษทางน้ำ และมลพิษทางเสียงจากการเดินเรือยนต์ บางครั้งมันยังได้รับอุบัติเหตุจากอวนของชาวประมง หรือการขับเรือชนโดยไม่ได้ตั้งใจอีกด้วย


5. ปลากระเบนราหู (Manta Ray)

สัตว์คู่บ้านคู่เมืองแห่งท้องทะเลไทยอีกหนึ่งชนิดที่ใคร ๆ เฝ้ารอการว่ายน้ำเล่นไปพร้อม ๆ กับมัน ด้วยปีกที่สยายว่ายอย่างช้า ๆ คำว่า Manta ภาษาสเปนแปลว่าผ้าห่ม เป็นปลากระดูกอ่อนจำพวกหนึ่ง จัดเป็นปลากระเบนที่ใหญ่ที่สุดในโลก อาจมีความกว้างช่วงปีกหรือครีบหูยาวได้ถึง 6.7 เมตร มีน้ำหนักได้ถึง 1,350 กก. อาศัยอยู่ในน่านน้ำเขตร้อนทั่วโลก โดยเฉพาะรอบ ๆ แนวประการัง สถานที่ที่พบได้บ่อยคือ เกาะบอนและหมู่เกาะสิมิลัน


6. ฉลามหัวค้อน (Hammerhead Shark)

ฉลามหัวค้อนเป็นฉลามที่มีหน้าตาเเปลกประหลาดมากจำพวกหนึ่ง มีนิสัยชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงประมาณ 10-20 ตัว พบกระจายพันธุ์อยู่ในทะเลแถบอบอุ่นทั่วทุกมุมโลก ชอบกินอาหารจำพวกปลากระดูกแข็งขนาดเล็ก รวมถึงปลากระเบนซึ่งเป็นปลากระดูกอ่อนเหมือนกันด้วย ปลาฉลามหัวค้อนมีขนาดลำตัวไม่เกิน 1.5 เมตร ส่วนหัวที่แบนราบและแผ่ออกข้างคล้ายปีก แลดูคล้ายค้อนทั้งสองข้าง ส่วนใหญ่พบในน่านน้ำทางอ่าวไทย


7. ฉลามเสือดาว (Leopard Shark)

ฉลามเสือดาวเป็นอีกสัตว์หนึ่งสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธ์ุไปจากโลก โดยลักษณะปลาฉลามเสือดาวเป็นปลาที่มีครีบหางยาวมาก มีส่วนหัวมนกลมสั้นทู่ พื้นลำตัวสีเหลืองสลับลายจุดสีดำคล้ายลายของเสือดาว ยกเว้นส่วนหัวและหาง เป็นปลาที่ไม่มีฟันแหลมคมเหมือนปลาฉลามชนิดอื่น ๆ มีอุปนิสัยชอบนอนอยู่นิ่ง ๆ บนพื้นทรายและแนวปะการังใต้ทะเล ที่ระดับความลึกตั้งแต่ 5-30 เมตร โดยพบในทะเลบริเวณอันดามันมากกว่าอ่าวไทย


8. กระเบนท้องน้ำหรือโรนิน (Bowmouth Guitarfish)

นินจาแห่งมหาสมุทร ปลาโรนินเป็นปลาทะเลหายากในกลุ่มปลากระเบน จัดว่าเป็นปลาที่ค่อนข้างลึกลับ ภายหลังมีคนนิยมนำเอามาทำเป็นเครื่องประดับ ทำให้ทางประมงประกาศเป็นสัตว์คุ้มครอง มีรูปร่างแตกต่างไปคล้ายกับปลาโรนัน แต่มีลักษณะที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมีไว้เพื่อป้องกันตัว โดยมีส่วนหัวขนาดใหญ่ รูปทรงแบนกลมและโค้งมน ปากกลม ครีบอกแผ่กว้าง ครีบหลังตั้งสูง เป็น 2 ตอน บริเวณเหนือตามีสันเป็นหนาม สามารถพบเจอได้บริเวณทางใต้ของอ่าวไทย หรือเกาะโลซิน


9. นูดี้ปิกาจู (Thecacera Pacifica)

ซึ่งเป็นสายพันธ์หนึ่งของปลิงทะเล และสามารถพบได้ที่มหาสมุทรอินเดีย ชายฝั่งแอฟริกาไปจนถึงอินโดนีเซีย และวานูอาตู เจ้าตัวนี้จะเป็นสีฟ้าผสมสีดำและสีเหลือง ดูแล้วก็เหมือนกับปิกาจูในเกมส์ บางคนบอกว่ามันดูเหมือนดอกไม้ทะเล แต่ไม่ใช่เลยจริง แท้จริงแล้วมันคือ “ปลิงทะเล” ที่หบายคนเห็นมันสวย ๆ แบบนี้ ก็เพราะมันมีพิษในตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าใครได้บังเอิญไปพบเจอมันไม่ใช่จะใช้โปเกบอลหรือมือเปล่าจับมันมาเล่นได้เหมือนของเล่นกันน่ะ แนะนำให้อยู่ห่าง ๆ จะปลอดภัยกว่า


10. ฉลามพยาบาล (Nurse Shark)

ฉลามพยาบาลหรือฉลามขี้เซาเป็นฉลามหน้าดินขนาดใหญ่ที่อาศัยและหากินตามพื้นน้ำในความลึกไม่เกิน 70 เมตร ใช้เวลาหากินในเวลากลางคืน และนอนหลับตามโพรงถ้ำหรือกองหินในเวลากลางวัน เป็นปลาที่มักจะอยู่นิ่ง ๆ จึงเป็นที่มาของชื่อเรียก ซึ่งบางครั้งอาจพบรวมตัวกันได้นับสิบตัว ในน่านน้ำไทยจะพบได้มากที่ฝั่งทะเลอันดามัน จัดเป็นปลาหน้าดินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่พบได้แถบอินโด-แปซิฟิก เนื่องจากมีความยาวได้ถึงเกือบ 4 เมตร เป็นปลาที่ไม่ทำอันตรายมนุษย์


11. ปลาจิ้มฟันจระเข้ปีศาจ (Ghost Pipe Fish)

ปลาจิ้มฟันจระเข้ปีศาจมีจะงอยปากยาว ลำตัวแบนข้างเล็กน้อย มีติ่งสั้น ๆ ทั่วทั้งตัว ครีบมีขนาดใหญ่ และมีขอบเป็นเส้นสั้น ๆ ลำตัวค่อนข้างใส มีสีสันหลากหลาย ทั้งสีแดง ,สีขาวสลับสีดำหรือเหลือบสีอื่น ๆ โดยจะปรับเปลี่ยนสีให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ มีความยาวลำตัวโดยเฉลี่ยประมาณ 8 เซนติเมตร มักพบในแนวปะการังที่เขตน้ำลึก และมักลอยตัวอยู่นิ่ง ๆ เพื่อแฝงตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม โดยเอาส่วนหัวทิ่มลงพื้น ปลาจิ้มฟันจระเข้ปีศาจเป็นปลาที่พบได้น้อยมาก ในน่านน้ำไทยอาจพบได้ที่หมู่เกาะสิมิลัน และกองหินริชิริว


12. ปลากบ (Frog Fish)

ปลากบเป็นปลาในตระกูลปลาตกเบ็ดพบได้ทั่วไปในมหาสมุทรเขตร้อน ขนาดเท่านิ้วมือเท่านั้นเอง เป็นปลาที่มีรูปร่างลักษณะสั้นตัวหนาและมีครีบและสีผิวที่ใช้ในการพลางตัวได้ดีและบางชนิดสามารถเปลี่ยนสีผิวเองได้ ปลากบนั้นปกติจะอยู่บริเวณพื้นทะเลที่มีสาหร่ายซาร์กัสซัม จึงทำให้มันมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ปลาซาร์กัสซัม” โดยปกติพวกมันจะมีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นขึ้นมาอาศัยตามลำตัว จึงทำให้มันสามารถพลางตัวได้ดีและมันยังเคลื่อนที่ช้า ๆ หรือการล่อเหยื่อเพื่อจะได้พลางตัวได้อย่างแนบเนียน เมื่อมีเหยือเข้ามาใกล้พวกมันก็จะพุ่งกระโจนเข้าหาเหยื่อและงับอย่างรวดเร็วโดยใช้เวลาเพียง 6 มิลลิวินาทีเท่านั้น (ไม่ถึงวิ!!)


13. ปลาปักเป้ากล่อง (Box Fish)

ลักษณะของปลาในวงศ์นี้จะมีรูปทรงป้อมเป็นรูปสี่เหลี่ยม รูปทรงและการเคลื่อนไหวจะมีความคล่องแคล่วกว่าปลาปักเป้าในวงศ์อื่น และมักจะมีขนาดเล็ก มีสีสันลวดลายสวยงาม แถมยังมีพิษที่ชื่อว่า “ออสทราซิท็อกซิน(Ostracitoxin)” ที่ผลิตขึ้นมาจากต่อมที่บริเวณผิวหนังของปลา และสามารถขับออกมาพร้อมกับเมือกที่หุ้มตัวมันอยู่ได้ ซึ่งสามารถละลายในน้ำได้อีกเช่นกัน ซึ่งพิษชนิดนี้จะเป็นภัยร้ายแรงต่อตัวปลาด้วยกันเอง ทำให้ปลาตัวอื่นที่อยู่ในบริเวณเดียวกันเมื่อได้รับสารพิษจะส่งผลให้ตายได้ในทันที พิษจะขับออกมาเมื่อได้รับความเครียดหรือตื่นตกใจ อันเป็นกลไกลหนึ่งในการป้องกันตัว บริเวณที่สามารถพบเจอได้บ่อย ๆ จะอยู่แถวทางฝั่งทะเลอันดามัน


14. เต่าทะเล (Sea Turtle)

เต่าทะเลสามารถพบเจอได้ทั่วไปในสองฝั่งทะเลบ้านเรา ด้วยการที่หาเจอตัวเต่าทะเลได้ยากนั้น ทุกครั้งที่เจอต้องบอกว่านักดำน้ำทุกคนสามารถตกหลุมไปกับความน่ารักของมันในทันที เพราะไม่ว่าใครก็จะรักเต่าใช่มั้ยละ ยิ่งบริเวณทะเลเกาะสิมิลัน ถ้าคุณมีโอากาสได้ขึ้นเรือ Liveaboard สักครั้งขอบอกเลยว่าเจอแน่นอน


15. ฉลามครีบดำ (Black Tip Shark)

ฉลามครีบดำมีรูปร่างเพรียวยาว ปากกว้าง มีแถบดำที่ครีบหลัง ครีบไขมัน ครีบก้น และครีบหางตอนล่าง ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นที่มาของชื่อฉลามครีบดำนั้นเอง ฉลามครีบดำชอบกินปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร มีนิสัยไม่ดุร้ายเมื่อเทียบกับปลาฉลามชนิดอื่น ๆ นิยมอยู่รวมกันเป็นฝูง พบเจอกันได้แถวบริเวณใกล้ชายฝั่ง ปลาฉลามครีบดำนับเป็นปลาฉลามชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในทะเล และเป็นต้นแบบของปลาฉลามในสกุลปลาฉลามปะการัง ซึ่งจะมีนิสัยเป็นมิตรกับมนุษย์ สามารถว่ายเข้ามาขออาหารได้จากมือเรา เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้ที่นิยมการดำน้ำ พบทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ซึ่งมีจุดเพาะพันธ์ที่หมู่เกาะสุรินทร์อีกด้วย


16. กุ้งการ์ตูนหรือกุ้งตัวตลก (Harlequin Shrimp)

กุ้งทะเลขนาดเล็ก มีลวดลายและสีสันสวยงามมีลักษณะลำตัวมีเปลือกแข็งขาว แต้มด้วยลายจุดสีฟ้าขนาดลำตัวยาวเต็มที่ประมาณ 10-15 เซนติเมตร พบอาศัยอยู่ตามแนวปะการังหรือโพรงหินในน่านน้ำอ่าวไทย ซึ่งจะพบมากแถวบริเวณหมู่เกาะพีพีในเขตทะเลอันดามัน ส่วนถ้าใครมาที่กองหินริชิริวแล้วละก็มีโอกาสเจอถึง 90% เพราะมันมักอาศัยอยู่ตรงจุดเดิม ๆ เสมอ


17. ปลาไหลริบบิ้น (Ribbon Eel)

ปลาไหลลิบบิ้นเวลาว่ายน้ำจะมีความสวยงามพริ้วไหวเหมือนริบบิ้นที่นักยิมนาสติกลีลาศลับควงให้เราเห็นนั่นเอง จัดเป็นปลาไหลมอเรย์ขนาดเล็ก มีสีสันสดใส และสามารถเปลี่ยนเพศได้ตามวัย นั้นคือเมื่อยังเล็ก ลำตัวเป็นสีดำ โดยที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย แต่เมื่อโตขึ้นลำตัวเป็นสีน้ำเงินและเป็น “ตัวผู้” และเมื่อมีอายุมากขึ้นอีก ลำตัวเป็นสีเหลืองและกลายเป็น “ตัวเมีย” ในน่านน้ำไทยก็พบได้น้อย โดยพบได้ทั้งทางฝั่งอันดามันและอ่าวไทย เช่น เกาะเต่า หมู่เกาะสิมิลัน เป็นต้น เป็นปลาที่สร้างสีสันให้แก่การดำน้ำ


18. ปลาดาว หรือ ดาวขนนก (Feather Star)

สัตว์ทะเลจำพวกเอ็คไคโนเดิร์ม(Echinoderms) ซึ่งเป็นสัตว์จำพวกเดียวกับดาวทะเล หรือที่คนทั่วไปนิยมเรียกกันว่า “ปลาดาว” ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ปลาสักหน่อย และก็ไม่ได้มีส่วนคล้ายกับปลาเลยแม้แต่น้อย แต่ก็คงจะเป็นเพราะมันอาศัยอยู่ในท้องทะเล ชาวบ้านซึ่งไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรเห็นหน้าตามันเป็นรูปเหลี่ยม ๆ มีแฉก ๆ คล้ายดาว จึงเรียกกันว่าปลาดาว สัตว์ทะเลจำพวกเอ็คไคโนเดิร์มนี้ก็มีด้วยกันหลายชนิดเช่น ดาวทะเล ดาวเปราะ เม่นทะเล และปลิงทะเล เป็นต้น


19. ปลาฉลามกบ หรือ ปลาฉลามปล้องอ้อย (Banded Cat Shark)

ซึ่งได้รับการอธิบายไว้ว่าเป็นปลาฉลามขนาดเล็กที่หากินอยู่บริเวณหน้าดิน มีพฤติกรรมชอบอยู่นิ่ง ๆ กินแต่พืชและสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร จากการที่เป็นปลาขนาดเล็กและมีสีสันที่สวยงาม จัดเป็นปลาทะเลอีกชนิดหนึ่งที่(ฝรั่ง) นิยมนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ขนาดเมื่อโตเต็มที่ความยาวที่เคยพบสูงสุด คือ 121 เซนติเมตร


20. หมึกยักษ์นักพราง (Mimic Octopus)

จุดเด่นของหมึกยักษ์นักพราง คือ มันจะฝังหนวด 6 หนวดไว้ในพื้นทราย โผล่ออกมาแค่ 2 หนวด ทำให้ดูคล้ายงูทะเล หมึกยักษ์นักพรางเป็นหมึกชนิดเดียวที่ออกหากินเวลากลางวัน สะท้อนว่ามันเชี่ยวชาญในการอำพรางตัวจากการรับรู้ของเหยื่อ ซึ่ง Phuket Marine Biological Center Research Bulletin ว่า สามารถจับตัวได้ในอ่าวไทยที่ผ่านมา หมึกยักษ์ชนิดนี้พบในน่านน้ำของอินโดนีเซีย มาเลเซียและฟิลิปปินส์


21. ฉลามเสือ (Tiger Shark)

ฉลามเสือเป็นฉลามที่ได้ชื่อว่าเป็นปลาที่กินไม่เลือกเหมือนเช่นฉลามขาว เพราะมักเจอสิ่งที่ไม่ใช่อาหารในกระเพาะเสมอ ๆ เช่น ยางรถยนต์, กระป๋องน้ำ, เศษไม้ หรือเศษพลาสติก ซึ่งล้วนแต่เป็นขยะที่มนุษย์โยนทิ้งลงทะเลทั้งสิ้น ฉลามเสือนับได้ว่าเป็นปลาฉลามอีกชนิดหนึ่งที่มีอันตรายต่อมนุษย์ เพราะมีนิสัยดุร้ายและมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เลือก ในพื้นที่ทะเลของไทยนับได้ว่าเป็นปลาฉลามที่อาจทำร้ายมนุษย์หรือนักดำน้ำ เมื่อโตเต็มที่มีขนาดประมาณ 5 เมตร แต่ตัวที่ใหญ่ที่สุดที่เคยพบคือ 7 เมตร


22. ปลาแสงอาทิตย์ (Sunfish หรือ Mola Mola)

ปลาที่มีรูปร่างประหลาด เนื่องจากมีรูปร่างเป็นทรงกลม ส่วนหัวมีขนาดใหญ่จนดูคล้ายมีแต่เพียงส่วนหัวเพียงอย่างเดียว ขณะที่ส่วนครีบต่าง ๆ ถูกหดสั้นลง โดยส่วนครีบหลังมีขนาดใหญ่ตั้งยาวขึ้นไปข้างบนแลดูคล้ายครีบปลาฉลามยามเมื่ออยู่ผิวน้ำ พูดได้ว่าโอกาสเจอปลาชนิดนี้ในไทยมีค่าเป็นศูนย์ก็ว่าได้ เพราะด้วยปกติปลาสายพันธ์ุนี้จะอาศัยอยู่ในบริเวณน้ำค่อนข้างเย็น แต่ทั้งนี้ปลาแสงอาทิตย์สามารถพบได้ในทะเลเขตร้อนและอบอุ่นทั่วโลก ซึ่งสถานที่ที่อาจพบได้มากที่สุด คือ เกาะบาหลีในอินโดนีเซีย แต่เมื่อในปีที่ผ่านมามีนักดำน้ำที่สิมิลันดันดำน้ำไปบังเอิญเจอและสามารถถ่ายภาพเก็บเอาไว้ได้


โดยรวมแล้วจะเห็นได้ว่าฝั่งทะเลอันดามันนั้นจะมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตมากกว่าส่วนของอ่าวไทยมากนัก เนื่องจากเป็นด้านที่ทะเลเปิดมากกว่า รวมทั้งความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลยังคงมีเยอะกว่า แม้ว่าจะลดลงจากเมื่อก่อนด้วยอะไรหลาย ๆ ปัจจัย เพราะฉะนั้นหากเรายังคงร่วมมือกันรักษาเอาไว้ไม่ว่าทางใดก็ทางนึง รับรองว่าธรรมชาติจะกลับมาดีขึ้นอย่างแน่นอน

@@@@@@@ FISHWAY @@@@@@@


แหล่งอ้างอิง 1 : www.monkeydivethailand.com

แหล่งอ้างอิง 2 : www.google.com

ดู 10 ครั้ง

©2020 fishway Thailand Co., Ltd.