โลมา ไม่ใช่ปลา



ตำนานกรีกเล่าว่า...


เทพแห่งไวน์ของกรีกหรือเทพองุ่นและน้ำเมา ชื่อ "ไดโอนีซัส(Dionysus)" ได้แปลงตนลงมาเป็นมนุษย์ และได้โดยสารมากับเรือลำหนึ่ง ซึ่งเดินทางจากเกาะอิคาเรีย(Ikaria) ไปยังเกาะนาซอสผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไดโอนีซัสถึงแม้จะเป็นเทพแต่ทว่าไม่มีญาณหยั่งรู้อนาคตและอดีตได้ว่าเรือลำที่ตนโดยสารอยู่นั้นทั้งลำเรือเป็นเรือของโจรทั้งสิ้น เมื่อถึงเวลาลูกเรือได้เริ่มปล้นผู้โดยสารทุกคนที่เดินทางมากับเรือลำนี้หมดสิ้น และถึงคราวซวยของไดโอนีซอสเขาจึงถูกลูกเรือปล้น และคิดจะจับเขาไปขายเป็นทาสที่เกาะนาซอส



ด้วยเหตุนี้ไดโอนีซัสจึงจำต้องแสดงตนว่าตนนั้นเป็นเทพ และสาปให้เรือมีเถาองุ่นขึ้นเต็มลำเรือ เมื่อมีเสียงขลุ่ยดังขึ้นมาจากลำเรือ พวกลูกเรือตกใจกันอย่างมาก จึงได้กระโดดน้ำหนีลงทะเลกันไปหมด และเมื่อร่างกายของลูกเรือเหล่านั้นได้สัมผัสกับน้ำทะเลจึงได้กลายร่างเป็นปลาที่มีลักษณะคล้ายโลมาที่เราทุกคนรู้จักกันในปัจจุบัน เมื่อลูกเรือกลายร่างเป็นปลาคล้ายโลมานิสัยของลูกเรือจากนิสัยเลวร้ายก็เปลี่ยนไปกลายเป็นสัตว์น้ำที่ใจดี มีเมตตา น่ารักและเป็นเพื่อนมนุษย์ ในตำนานกรีกโลมายังเป็นผู้ช่วยเทพแห่งมหาสมุทร คือ โพไซดอน คอยตามหาเจ้าสาวของเขาอีกด้วย เหตุนี้เองโลมาจึงได้รับเกียรติจากโพไซดอน ตั้งชื่อกลุ่มดาวกลุ่มหนึ่งบนท้องฟ้าว่า "กลุ่มดาวโลมา"


และในตำนานที่จริงแล้วโลมาเคยเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่บนบกเหมือนมนุษย์ แต่ด้วยความเพียรพยายามที่จะหาอาหารมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และต้องคอยหนีศัตรู โลมาจึงค่อย ๆ ปรับตัวให้ลงไปอยู่ในน้ำได้เพื่อความอยู่รอดแทน นั่นเป็นตำนานของคนโบราณ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โลมาเป็นสัตว์เลือดอุ่นอาศัยอยู่ในน้ำ คลอดลูกเป็นตัว แถมยังเลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป รวมถึงโลมานั้นเป็นสัตว์น้ำที่น่ารักอีกเสียด้วย


ลักษณะความเป็นมา

โลมาและวาฬจัดเป็นสัตว์เลือดอุ่น เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในน้ำ ซึ่งมีหลักฐานว่าวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนบก จำพวก Mesonyx ซึ่งมีรูปร่างคล้ายหมาผสมหนู เมื่อประมาณ 45 ล้านปีมาแล้ว โลมาและวาฬแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ...


  • ชนิดที่ไม่มีฟัน (Baleen Whale) ซึ่งจะมีแผงกรอง Ballen Plate ทำหน้าที่กรองอาหาร จัดอยู่ในกลุ่ม Suborder Mysticeti

  • ชนิดที่มีฟัน (Toothed Whale) จัดอยู่ในกลุ่ม Suborder Odontoceti


จากการศึกษาโลมาและวาฬที่มีชีวิตอยู่ทั่วโลกพบทั้งหมด 78 ชนิดใน 13 วงศ์ตระกูล ปัจจุบันในประเทศไทยสำรวจพบโลมาและวาฬ จำนวน 23 ชนิด จาก 6 วงศ์ตระกูล ครอบครัวโลมาและวาฬมีการปรับตัวหลาย ๆ ประการเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในน้ำ เช่น มีวิวัฒนาการรูปร่างให้เพรียวทำให้สามารถว่ายน้ำได้เร็ว และเนื่องจากยังใช้ปอดในการหายใจ จมูกหรือช่องหายใจจึงเลื่อนไปอยู่บนสุดของส่วนหัว เพื่อสะดวกในการหายใจ ท่อหายใจ กับช่องปากจะแยกกันเพื่อสะดวกในการกินอาหารใต้น้ำ มีการปรับปรุงระบบควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้อบอุ่นทดแทนขน ซึ่งลดรูปไปเนื่องจากไม่เหมาะสมในการใช้งานใต้น้ำ โดยการมีลักษณะลำตัวเรียวคล้ายตอร์ปิโดทำให้มีอัตราส่วนระหว่างพื้นที่ ผิวต่อปริมาตรต่ำ เป็นการลดพื้นที่ที่สัมผัสน้ำ การปรับปรุงโดยเพิ่มชั้นไขมัน(Blubber) ใต้ผิวหนังให้หนาขึ้นเป็นฉนวนกันความร้อน โดยในชั้นไขมันจะมีเส้นเลือดหล่อเลี้ยงน้อยป้องกันการแลกเปลี่ยนอุณหภูมิกับน้ำ ระบบเส้นเลือดดำจะถูกล้อมด้วยเส้นเลือดแดงซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่า นอกจากนั้นการปรับตัวโดยลดอัตราการหายใจลงเป็นการลดการสูญเสียความร้อนที่ออกมากับอากาศ และเป็นผลให้โลมาและวาฬสามารถดำน้ำได้นาน โดยเฉพาะวาฬหัวทุย(Physeter macrocephalus) สามารถดำน้ำได้ลึกถึง 3,000 เมตร ลูกโลมาและวาฬแรกเกิดจะมีขนาดเมื่อเทียบกับตัวแม่ค่อนข้างใหญ่กว่าสัตว์ชนิดอื่น ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการรักษา อุณหภูมิในร่างกาย ลูกโลมาและวาฬบางชนิดมีขนอยู่ 2 ข้างของแนวปากบน(Snout) และจะหดหายไปเมื่อโตขึ้น โลมาและวาฬส่วนใหญ่คลอดลูกโดยส่วนหางออกมาก่อน เพื่อให้ส่วนของช่องหายใจเป็นส่วนสุดท้ายที่ออกมาสัมผัสน้ำทะเล และสามารถว่ายน้ำได้ทันที


ถิ่นกำเนิดและที่อยู่อาศัย

โลมาอิระวดีหรือโลมาหัวบาตร พบตามชายฝั่งทะเลจากอ่าวเบงกอลถึงอ่าวนิวกินี ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย / อ่าวไทย หมู่เกาะแถบอินโนมาเลเซีย / ทะเลจีนใต้ บริเวณแก่งหลี่ผีชายแดนกัมพูชา บริเวณแม่น้ำเซกอง แม่น้ำโขง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำอิระวดี และทะเลสาบลำปำหรือทะเลสาบสงขลาตอนกลางสำหรับในทะเลสาบลำปำ ยังไม่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานมาก่อนทั้ง ๆ ที่ชาวประมงทั้งสองฝั่งทะเล โดยเฉพาะชาวบ้านลำปำพบโลมาชนิดนี้บ่อยและนานมาแล้วจนถึงปัจจุบัน บ้างก็เรียกว่าเจ้าแม่คงคา บ้างก็เปรีบเเสมือนเพื่อนร่วมชีวิตในยามเขาออกทะเลเพื่อเดินทางหรือหาปลา บางครั้งเขาพบอยู่เคล้าเคลียกันมากมายคล้ายฝูงกระบือ บางครั้งก็กระโดดหมุนตัวตามกันเสมอนลมทอนาโด และส่งเสียงร้องดัง กวี้ ๆ เหมือนหมู บริเวณที่พบบ่อยที่สุดคือ บริเวณตรงร่องกลางทะเลสาบ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะใหญ่ และ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้านลำปำ ตรงที่เรียกว่า "ลับห้า" คือตรงที่เกาะใหญ่บดบังเกาะสี่เกาะห้ามิดพอดี โดยเริ่มตั้งแต่จุดมองในทะเลสาบตอนใน มีเกาะใหญ่บดบังเกาะลูกที่หนึ่ง(เกาะท้ายถ้ำ) / ลูกที่สอง(เกาะเทวดา) / ลูกที่สาม(เกาะกันตัง) / ลูกที่สี่(เกาะยายโส) / ลูกที่ห้า(เกาะตาสา) หากเรามองหันหน้าไปทางทิศใต้เกาะใหญ่จะบดบังเกาะเหล่านี้หมดพอดีและหากเราหันมองไปทางทิศตะวันตก จะอยู่ระหว่างเขาชัยบุรี(เมือง) กับเขาป้าเจ้ อำเภอเมืองพัทลุง ซึ่งชาวประมงเรียกว่า "ลับหนึ่ง ลับสอง ลับสาม ลับสี่ ลับห้า" ตามลำดับ ระดับน้ำทะเลลึกประมาณ 2.40 - 4 เมตร เป็นแหล่งวางอวนและไซกุ้งของชาวประมงแถบนี้


พฤติกรรมของโลมา

พวกมันมีพฤติกรรมรุมโทรมตัวเมีย อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่าพวกมันเป็นสัตว์เพียงไม่กี่ชนิดในโลกนี้ ที่มีเซ็กส์เพื่อความสนุกแบบเดียวกับมนุษย์ แต่บางครั้งความสนุกของโลมาเองก็เลยเถิดถึงขั้นรุมโทรมตัวเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์เลยทีเดียว พวกมันฆ่าลูกของโลมาต่างสายพันธุ์ ลืมภาพซึ้ง ๆ ชวนน้ำตาไหลในภาพยนตร์หรือการ์ตูน ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการช่วยเหลือเกื้อกูลของโลมาในโลกใต้ทะเลไปได้เลย เพราะในความเป็นจริงแล้ว พวกมันไม่ได้ใจดีขนาดยอมช่วยเหลือเพื่อนต่างสายพันธุ์ขนาดนั้น


ลักษณะของโลมา

โลมา อาศัยอยู่กระจัดกระจายทั่วไปในมหาสมุทรโดยทั่วไป ลักษณะของโลมาที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ มีรูปร่างเพรียวยาว แหลม แต่ก็มีบางชนิดที่มีส่วนหัวกลมมนคล้ายแตงโมหรือบาตรพระ มีหางแบนในแนวนอน ไม่ใช่แนวตั้งเหมือนปลา เพื่อช่วยในการพุ้ยน้ำในแนวขึ้น-ลง ไม่มีขนปกคลุมลำตัว ไม่มีเกล็ด รวมทั้งไม่มีเมือกด้วย นอกจากนี้แล้วยังมีมีอวัยวะต่าง ๆ ทุกส่วนเหมือนกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป หากแต่ละส่วนของอวัยวะจะปรับเปลี่ยนต่างไปจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป ดังนี้...


  • จมูกของโลมามีไว้เพื่อหายใจ แต่จมูกนั้นต่างไปจากจมูกของสัตว์อื่น ๆ เพราะตั้งอยู่กลางกระหม่อมเป็นรูกลม เพื่อให้สะดวกต่อการเชิดหัวขึ้นหายใจเหนือน้ำ จากจมูกมีท่อหายใจต่อลงมาถึงปอดในตัว จึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำผ่านเหงือกเข้าไปในปอดเพื่อช่วยหายใจเหมือนปลาหรือสัตว์น้ำอย่างอื่น

  • หูของโลมานั้นเป็นเพียงแค่รูขนาดเล็กติดอยู่ด้านข้างของหัวเท่านั้น มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถรับคลื่นเสียงใต้น้ำได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะโลมาเหมือนวาฬตรงที่เป็นสัตว์ที่ติดต่อสื่อสารกันด้วยคลื่นเสียงที่ปล่อยออกมา โดยเฉพาะกับภาษาที่โลมาสื่อสารกันด้วยเสียงที่มีคลื่นความถี่สูง

  • ดวงตาโลมามีไม่เล็กเหมือนอย่างวาฬ แววตาแจ่มใส เหมือนตาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทอื่น มีเปลือกตาปิดเปิดได้ และในเวลากลางคืนตาก็จะเป็นประกาย คล้ายตาแมว ตาของโลมาไม่มีเมือกหุ้มเหมือนตาปลา และมองเห็นได้ไกลถึง 50 ฟุต

  • สีผิวของโลมาเมื่ออยู่ในอากาศ สีผิวของโลมาแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน ส่วนมากจะออกไปในโทนสีเทา ตั้งแต่เข้มเกือบดำ จนกระทั่งถึงเกือบขาว แต่โดยทั่วไปโลมาจะมีสีผิวแบบ 2 สีตัดกัน ด้านบน เป็นสีเทาเข็ม ด้านล่างเป็นสีเกือบขาว เพื่อพรางตัวในทะเล ไม่ให้ศัตรูเห็น เพราะเมื่อมองจากด้านบน สีเข็มจะกลืนกับสีน้ำทะเล และถ้ามองจากด้านล่างขึ้นไป สีขาวก็จะกลืนเข้ากับแสงแดดเหนือผิวน้ำ โลมาถือเป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว มีอัตราความเร็วในการว่ายน้ำประมาณ 55-58 กิโลเมตร/ชั่วโมง


อาหารของโลมา

จากการศึกษาทางชีววิทยาพบว่าในท้องของโลมามีปลาพวกปลาตะเพียนทราย แต่นอกจากนี้โลมาชอบกินกุ้ง หอย ปู ปลา อื่น ๆ อีกหลายชนิดที่มีขนาดเล็ก และมันจะไม่ชอบกินปลาที่มีพิษ หรือมีเงี่ยง เช่น ปลาดุก ปลาแขยง ปลาหัวอ่อน เป็นต้น เพราะปลาเหล่านี้อาจจะทำอันตรายจากเงี่ยงได้ โลมาชนิดมีปากที่แหลมเป็นจะงอยปากออกมา เพื่อใช้ควานหาเหยื่อที่หลบเข้าอยู่ในรูก้นแม่น้ำ เช่น ปู เป็นต้น แต่โลมาหัวบาตรไม่มีจะงอยปากจึงหาอาหารได้เฉพาะผิวโคลนตมในน้ำ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก...

  1. www.pirun.ku.ac.th

  2. www.sites.google.com/site/fvabogggg

  3. www.wdcs-na.org

©2020 fishway Thailand Co., Ltd.